“ขนมต้ม” ของหวานมงคลมากคุณค่าที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน

ขนมต้ม

คนทุกชาติทุกเผ่าพันธุ์ต่างก็ล้วนมีวัฒนธรรมอาหารในแบบฉบับของตนเอง ทั้งอาหารคาวและอาหารหวานก็จะมีความแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและภูมิภาคที่อาศัย แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันในรสชาติอย่างไร ทุกชาติทุกท้องถิ่นก็จะมี “ขนม”หรือของหวาน ประจำท้องถิ่นของตน สำหรับ “ขนมไทย” ของเรานั้นยิ่งมีให้เลือกรับประทานกันหลายแบบหลายรสชาติจนเลือกรับประทานแทบไม่หมดกันเลย หนึ่งในขนมไทยที่เรียกว่ามีประวัติความเป็นมาที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน และถือว่าเป็นขนมมงคลสำหรับคนไทยก็คือ ขนมต้ม รสชาติที่หวาน กลิ่นมะพร้าวที่หอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ตรึงใจคนไทยมาหลายชั่วอายุคน ครั้งนี้เราจะพาไปเจาะลึกกับของหวานของคนไทยชนิดนี้ ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติแต่ยังมีประวัติศาสตร์ที่น่ารู้อีกด้วย 

ขนมต้ม ของหวานมงคลที่มีตำนาน 

ขนมต้ม ของหวานมงคลที่มีตำนาน

ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาหารหวานอย่างขนมต้มนั้น จะเป็นอาหารที่มีมาแต่โบราณกาลที่ต้องย้อนกลับไปยังยุคสุโขทัยเลยทีเดียว มีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงขนมไทยชนิดนี้ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย และก็ยังเชื่อกันว่าขนมชนิดนี้เข้ามาในอาณาจักรประเทศไทยพร้อม ๆ กับลัทธิความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ มีตำนานเรื่องเล่าปรากฏว่า องค์พระพิฆเนศทรงโปรดของหวานชนิดนี้มาก ด้วยความที่พระองค์ทรงโปรดปรานมากนี่เองทำให้พระองค์เผลอเสวยเข้าไปจนเต็มท้อง และเมื่อพระองค์เสวยเสร็จเรียบร้อย ก็ขี่หนูที่เป็นพาหนะของพระองค์กลับวิมาน แต่ระหว่างทางมีงูตัวหนึ่งเลื้อยมา หนูที่เป็นพาหนะของพระองค์เจอเข้ากับงูที่เลื้อยมาพอดีจึงเกิดความตกใจ จากที่วิ่ง ๆ อยู่ก็สะดุดและหยุดชะงักลงฉับพลัน เป็นเหตุให้องค์พระพิฆเนศตกจากหลังหนูที่เป็นพาหนะทันที และนั่นทำให้พระองค์ “ท้องแตก” ขนมที่พระองค์เสวยเข้าไปก็กระจายออกมาจากท้องของพระองค์ พระพิฆเนศไม่เป็นอะไรมากแต่รู้สึกเสียดายขนม พระองค์จึงทรงกอบเอาขนมเหล่านั้นกลับเข้ามาใส่ท้องใหม่ และจากนั้นก็ตีงูให้ตายและเอางูนั้นมาพันท้องไว้ไม่ให้ปริ แล้วจึงเดินทางกลับวิมานต่อไป 

ด้วยมีเรื่องเล่าตำนานความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าแล้วเช่นนี้จึงทำให้คนโบราณมองว่าของหวานชนิดนี้เป็นขนมแห่งเทพเจ้าในสวรรค์ชั้นวิมาน จึงกลายเป็นหนึ่งในเมนูอาหารมงคลและมีบทบาทสำคัญในการใช้ในพิธีบวงสรวงเทวดา หากจะมีการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อบวงสรวงเหล่าเทวดาฟ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงได้มีการทำขนมชนิดนี้มาเป็นเครื่องบวงสรวงด้วยนั่นเอ 

รู้หรือยังขนมต้ม ไม่ได้มีแค่แบบเดียวนะ 

ขนมต้มเเดง

ใครที่สนใจอยากจะลองทำขนมต้มไว้รับประทานหรือทำเพื่อขายบ้าง ขอให้รู้ไว้ก่อนว่าขนมชนิดนี้ไม่ได้มีแบบเดียว โดยจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 

  • ขนมต้มขาว: ลักษณะเมื่อทำเสร็จแล้วจะเป็นสีขาว โดยจะนำแป้งข้าวเหนียวมาปั้นให้เป็นก้อนกลม ๆ ยัดไส้เข้าไป ซึ่งไส้ข้างในก็จะมีวัตถุดิบ เครื่องปรุงที่ทำจากมะพร้ามกับน้ำตาล จากนั้นก็จะนำไปต้มให้แป้งสุก เวลาจะรับประทานก็จะมีการโรยด้วยมะพร้าวขูดอีกครั้ง เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ เมื่อกัดเข้าไปก็จะได้รสสัมผัสที่นุ่มละมุนของแป้งที่อยู่ด้านนอกและความหวานลิ้นจากไส้มะพร้าวเคี่ยวน้ำตาลที่อยู่ด้านใน 
  • ขนมต้มแดง: ลักษณะเมื่อทำเสร็จแล้วจะเป็นสีแดง วัตถุดิบ เครื่องปรุงจะใช้แป้งกดให้แบน แล้วนำมาคลุกกับมะพร้าวและน้ำตาลปี๊บ เคี่ยวรวมกันจนเป็นสีแดง แบบนี้จะไม่มีไส้ กัดเข้าไปก็หวานหอมอร่อยทันทีไม่ต้องรอลุ้น 

ขนมทั้ง 2 แบบนี้มักจะทำคู่กันเพื่อใช้ในงานมงคลและงานบวงสรวงต่าง ๆ คนไทยมักจะไม่ทำแยกแบบเดียว แต่หากจะทำขนมต้มไว้รับประทานเองเลือกทำแบบเดียวก็ได้ 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวน่ารู้อันเป็นตำนานของหวานของไทยอย่าง ขนมต้ม ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีความเก่าแก่ยาวนานอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่โบราณ จวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้รับประทานกันอยู่ หากใครมีโอกาสได้พบเจอของหวานชนิดนี้บอกเลยว่าคุณต้องลิ้มลองให้ได้ จะได้เป็นการช่วยสืบสานต่อยอดอาหารไทยเป็นอีกทางหนึ่งด้วยไงล่ะ นี่คือ อีกหนึ่งเอกลักษณ์ไทยที่น่าอนุรักษ์ไว้จริง ๆ